มารู้จัก มะเร็ง ตามแนวแผนโบราณ

                        มะเร็ง(โรคสาร)

  ตามคำกล่าวแผนโบราณ กล่าวว่า คนที่เป็นมะเร็ง หรือ โรคสาร จะมีอาการมืนศีรษะ  ปวดตามเส้นเอ็นต่างๆ การติดต่อของโรคอาจติดต่อจาก

         ๑.เนื้อโคหรือเนื้อกระบือ  และเนื้อสัตว์ต่างๆ ถ้าคนนั้นมีเชื้อสาร และกินอาหารเหล่านี้เข้าไปจะเกิดอาการทันที คล้ายกับมีไฟอยู่ เอาเชื้อเพลิงชนใส่เข่าไปไฟจะลุกทันที

          ๒.กรรมพันธุ์

มะเร็งมีหลายชนิดคือ

 ๑.มะเร็งเลือด (สารเลือด) ถ้ามีเลือดออกมาดำนั้น โอกาสจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดมีได้ง่าย  เพราะมันทำให้

โลหิตเดินไม่สะดวก

๒. มะเร็งก้อนเนื้อ( สารจิ้น)  มีลักษณะเป็นก้อน เป็นไต ฟกบวม  เป็นต้น

๓.มะเร็งเนื้องอก  มีลักษณะงอกออกมาเป็นก้อนแข็ง กดไม่ลง หรือผลักไปทางไหนก็ไม่ได้

๔.มะเร็งน้ำ(สารน้ำ) มีลักษณะพองออกมา บีบดูนิ่มๆ มีน้ำขังข้างใน   ถ้าเมาเข็มสะกิดจะมีน้ำใสๆไหลออกมา

๕.มะเร็งลูกหนู  (สารลูกหนู)   มีลักษณะย้ายไปย้ายมา สามารถเคลื่อนที่ได้

๖.มะเร็งกระดูก(สารดูกงอก) มีลักษณะกระดูกนูนงอกขึ้นมา  ใช้มือคลำดูจะรู้สึก

๗.มะเร็งลำคอ  (สารคอพอก) มีลักษณะคอบวมใหญ่ มีอาการเวียนศีรษะ ปวดประสาท

๘.มะเร็งไขมัน(สารไขมัน)  มีอาการปวดกระดูก

๙.มะเร็งกระดูกผุ(สารดูกผุ)  มีอาการกระดูกผุ เปราะ โบราณเรียกว่า โป่ง

๑๐.มะเร็งลม(สารลม) ลัษณะท้องแข็ง เส้นเอ็นตึง กดหรือบีบก็หายขั่วคราว แล้วก็กลับมาเป็นอีก มีอาการปวดศีรษะ

๑๑.มะเร็งลำไส้(สารลำไส้)  ปัจจุบันเรียกว่า สำไส้เป็นแผล เวลาถ่ายอาจจะมีเลือดปนออกมากับอุจจาระด้วย มีอาการปวดแถวท้องน้อย

๑๒.มะเร็งผิวหนัง (สารแก่นฝ้าย) เป็นเม็ดเป็นตุ่ม ออกตามตัวและผิวหนังทั่วไป

                เผยแพร่ความรู้ โดย http://www.siripatthaimedonlineschool.com

Posted in Uncategorized | Leave a comment

สุดยอดยารักษาโรคมะเร็ง

สุดยอดยารักษาโรคมะเร็ง

ประกอบด้วย

         ต้นทองพันชั่ง                   หนัก         ๔๐๐    กรัม

         ต้นเหงือกปลาหมอ              หนัก         ๒๐๐    กรัม

         หัวร้อยรู                          หนัก         ๑๐๐    กรัม

         รากและเปลือกฝีหมอบ          หนัก         ๑๐๐     กรัม

        โมกทั้งสอง                        หนัก          ๑๐๐    กรัม

       กำแพงเจ็ดชั้น                       หนัก          ๑๐๐   กรัม

        ข้าวเย็นทั้งสอง                     หนัก          ๑๐๐    กรัม

        ขันทองพยาบาท                    หนัก         ๑๐๐   กรัม

        หนุมานประสานกาย               หนัก          ๑๐๐   กรัม

วิธีทำ   ต้มใส่น้ำ  ประมาณ  ๕ ขวดแม่โขง(ขวดละ  ๗๕๐ ซีซี)

          เคี่ยวให้เหลือยาประมาณ  ๒ ขวดแม่โขง

ขนาดรับประทาน    ๖๐-๑๐๐ ซีซี   วันละ  ๒ ครั้ง  ก่อนอาหารเช้า-เย็น

                อุ่นยาทุกวัน รับประทานจนยาจืด ซึ่งประมาร ๗-๑๐ วัน ต่อ หม้อ

รับประทานติดต่อกัน   ๕ หม้อ  โรคมะเร็งจะค่อยๆหาย สุขภาพจะแข็งแรง

หมายเหตุ   ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ต้องไม่ผ่านการฉายรังสี หรือ  ผ่านเคมีบำบัด

              เพราะจะกินยาแล้วไม่ค่อยได้ผล

ข้อควรปฏิบัติในระหว่างรับประทานยา

         ๑.ก่อนรับประทานยาทุกครั้ง ให้ตั้งจิตรอธิษฐาน ให้หายจากโรคร้าย

        ๒.  งดรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด    รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ที่ปราศจากสารเคมีตกค้าง

        ๓. นั่งสมาธิทุกวัน ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร แผ่เมตตา มีจิตรเป็นกุศล

        ๔.ทำจิตใจให้บริสุทธิ์  ละเว้นความเครียด ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุ  เพศ วัย

หากไม่สะดวกทำยารับประทานเอง  ปรึกษา  อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์

          siripatclinic@hotmail.com

       

    http://www.siripatthaimedonlineschool.com

 หรือโทร.     087-1639644

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ยาพิษ จากธรรมชาติ ตอน มะกล่ำตาหนู

 

 มะกล่ำตาหนู

   จัดอยู่ในฐานข้อมูลพืชพิษที่มี   ชื่อวิทยาศาสตร์ Abrus precatorius  L.    อยู่ในวงศ์ PAPILIONACEAE  มีชื่อเรียก
ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ว่า     กล่ำเครือ    กล่ำตาไก่ มะกล่ำเครือ มะกล่ำแดง
มะแด๊ก ( เชียงใหม่ )       เกมกรอม ( สุรินทร์ )    ชะเอมเทศ      ตากล่ำ
มะกล่ำตาหนู    ( กรุงเทพ )    มะขามไฟ    ตาดำตาแดง    ไม้ไฟ ( ตรัง )
ลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย      มีใบออกเป็นรูปขนนก       กิ่งย่อยมีใบเล็กๆ
ออกเป็นคู่มีใบย่อย  8- 15  คู่ ขอบใบเรียบ ดอกคล้ายดอกถั่ว ออกเป็นช่อ
ตามง่ามใบ กลีบดอกมีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู หรือขาว กลีบรองดอก
สีเขียว ผลเป็นฝักเวียนคล้ายถั่วลันเตา มีรอยคอดชัดเจน ฝักอ่อนมีสีเขียว
จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่และแตกออก ภายในมี 4 – 8 เมล็ด เมล็ดกลมรียาวขนาด 6 – 8 มิลลิเมตร สีแดงสด มีขั้ว
สีดำเห็นชัดเจน ผิวเรียบเป็นมันแข็ง     เป็นพืชที่ขึ้นได้ทั่วไปบริเวณประเทศในที่มีอากาศร้อน แถบเส้นศูนย์สูตร เมล็ด
และรากเป็นพิษ

            สารพิษ ที่พบ เมล็ดมะกล่ำตาหนูมีสารพิษ abrin , abrulin ซึ่งสาร abrin เป็นโปรตีนที่เป็นพิษมาก หากเคี้ยว
หรือกินเข้าไป สารพิษจะไปทำลายเม็ดเลือดแดง ระบบทางเดินอาหาร และไต อย่างไรก็ดีสาร  abrin นี้เมื่อถูกความร้อน
จะสลายตัวง่าย แต่คงทนอยู่ในทางเดินอาหาร ขนาดเพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือกินเพียง 1 เมล็ด
ก็ทำให้เสียชีวิตได้    หากสารพิษถูก   ผิวหนังอาจทำให้เกิดผื่นคัน   หากถูกตาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและอาจถึง
กับตาบอดได้

            การเกิดพิษ จะมีอาการภายใน  3  ชั่วโมง  ถึง  2  วัน  ภายหลังกิน  abrin   มีฤทธิ์ระคายเคือง  ต่อเยื่อเมือก ในระยะแรกจะมีอาการของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง   กระเพาะลำไส้อักเสบ  ช่องท้องบวม
เส้นเลือดฝอยถูกทำลาย     ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาเจียนเป็นเลือด       ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือด และช็อกจากการ
เสียเลือด      (hypovolemia)     ได้     ระยะต่อมา    ประมาณ     2-3 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการทางระบบอื่น   เช่น  ซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น มือสั่น ผิวหนังแดง ชัก เลือดออกในตา  (retinal haemorrhage)   ตับวาย    ไตวาย   เป็นต้น
ความรุนแรง อาจเกิดมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ขนาดที่รับประทาน สภาวะร่างกาย     และอายุ
ของผู้ได้รับพิษ หากคนไข้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เสียชีวิตได้

            การรักษา
                  1. การช่วยเหลือเบื้องต้น ในกรณีพึ่งรับประทานเมล็ดไปไม่นานถึง 30 นาที ต้องทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเพื่อ
                      เอาเมล็ดหรือชิ้นส่วนของพืชออก  แต่คนไข้ต้องไม่อยู่ในสภาวะที่อาเจียนหรือมีอาการบวมของคอหอย

                  2. ถ้าไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยอาเจียนได้  ให้ดื่มนม  หรือ  activated charcoal    เพื่อลดการดูดซึมของสารพิษก่อนนำสู่โรงพยาบาล

                  3. ให้เอาส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมออกโดยการล้างท้อง    หรือทำให้อาเจียน    ถ่ายท้อง     รักษาการหมุนเวียนของโลหิตโดยให้  blood transfusion

                  4. ทำให้ปัสสาวะเป็นด่างโดยให้ sodium bicarbonate 5-15 กรัมต่อวันเพื่อป้องกันการตกตะกอนของ
                        hemoglobin or hemoglobin product ในไต 5. ควบคุมการชัก โดยใช้   diazepam

             ข้อควรระวัง : เมล็ดมะกล่ำตาหนูเป็นพืชที่มีเมล็ด สีสัน งดงามสะดุดตา เมล็ดมีพิษที่รุนแรงมาก ถ้าเด็กกินเข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจเสียชีวิตได้          จำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง

Posted in Uncategorized | Leave a comment

โรคสะเก็ดเงิน

 โรคสะเก็ดเงิน  /เรื้อนกวาง

โรคสะเก็ดเงิน 

          โรคนี้เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง     ใครที่เป็นโรคนี้ถือว่าโชคร้ายมากๆ

 เพราะโรคนี้การรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันไม่มียารักษา

 มีแต่ยาที่บรรเทาตามอาการ  และก็ไม่ทราบสาเหตุเพียงแต่รู้ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดนั้น

มีหลายอย่างอาทิเช่น ความเครียด    ภาวะขาดสารอาหาร   ติดสุราเรื้อรัง    

การแพ้อาหารหรือยา

      ผมได้รักษาผู้ป่วยโรคนี้มามาก โดยใช้ยาสมุนไพรแผนโบราณที่บรรพบุรุษได้

สืบทอดให้กับแพทย์แผนไทยปรากฎว่าได้ผลดีมาก  หลายคนกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน

กลับไปอยู่ในสังคมได้อย่างสบายใจ

สมุนไพรที่ใช้รักษา โรคนี้เป็นสมุนไพรที่มีรสเบื่อเมาเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ 

กระเบียน    กระเบา   สะบ้ามอญ     ทองพันชั่ง   ขันทองพยาบาท ฯลฯ

   ปรึกษา สิริภัจจ์ สหคลินิก  โทร.087-1639644/089-2867225/087-4150751

 siripatclinic.com/siripatclinic@hotmail.com

Posted in Uncategorized | Leave a comment

อาจารย์ประสิทธิ์ คงทรัพย์

          

   ผม   นายแพทย์แผนไทย ประสิทธิ์ คงทรัพย์           ยินดีจะนำความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย เผยแพร่ให้ท่านที่สนใจติดตามผลงานของผม

ปัจจุบัน ผมทำงานเป็นอาจารย์แพทย์แผนไทย และนักกายภาพบำบัด ประจำสิริภัจจ์ สหคลินิก /โกมารภัจจ์ สหคลินิก และโรงเรียนสิริภัจจ์ การแพทย์แผนไทย

พบกับไซต์ที  http://www.siripatthaimedonlineschool.com  ครับ พบกันเรื่องสาราะความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย และองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยติดตามต่อนะครับ   

   สมัครเรียน แพทย์แผนไทย  การนวดบำบัด นวดจัดกระดูก ได้ที่

                                          siripatclinic@gmail.com โทร .   087-1639644/089-2867225  /081-8556590                                                                     

                                                                              ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ

                                                                                อ.ประสิทธิ์ คงทรัพย์

                                                       (พท.บ/พท.ว/พท.น/พท.ผ/พท.ภ/วท.บ (กายภาพบำบัด))

Posted in Uncategorized | 1 Comment